
ที่มาของภาพ, Reuters
ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) มีมติให้ยังคงจัดกลุ่มจังหวัดตามสีและระดับการระบาดเช่นเดิม เนื่องจากสถานการณ์การระบาดเริ่มสูงกว่าระดับที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) คาดการณ์ไว้ ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นจำนวนมากกว่า 1.5 หมื่นรายในวันนี้ (11 ก.พ.)
นพ. ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. กล่าวในการแถลงข่าวภายหลังการประชุม ศบค. ว่า จากการนำเสนอข้อมูลของ สธ. พบว่าเส้นกราฟจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสถานการณ์จริง สูงกว่าเส้นกราฟที่่ สธ. คาดการณ์ไปแล้ว
โฆษก ศบค. กล่าวว่าสถานการณ์ในขณะนี้มีความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลงเพื่อไม่ให้เพิ่มไปถึงระดับที่ สธ. คาดการ์ณว่ามีโอกาสจะถึงเกือบ 2 หมื่น หรือ 3-4 หมื่นราย
“ดังนั้นจึงต้องขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ว่าจะให้ทิศทางของเส้นกราฟ (ผู้ติดเชื้อรายใหม่) กดลงมาได้อย่างไร” นพ.ทวีศิลป์กล่าว
จากสถานการณ์เช่นนี้ ที่ประชุม ศบค. จึงมีมติให้ยังคงระดับพื้นที่ต่าง ๆ ไว้เช่นเดิม ประกอบด้วยพื้นที่ควบคุม (สีส้ม) 44 จังหวัด พื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) 25 จังหวัด และพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว (สีฟ้า) อีก 8 จังหวัด
อย่างไรก็ดี โฆษก ศบค. ชี้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตต่อวันยังต่ำกว่าจำนวนที่คาดการณ์ไว้ ส่วนศักยภาพในการรองรับผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาลก็ยังอยู่ในระดับดี กล่าวคือมีจำนวนเตียงสำหรับผู้ป่วยหนักระดับสีแดงหรือระดับสามทั้งประเทศใช้ไป 12.1% หรือใช้ไป 257 จาก 2,118 เตียง
ขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการ ศบค. กล่าวว่าจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้น แต่จำนวนคนที่อาการหนักก็ลดลง สถานพยาบาลก็สามารถเตรียมมาตรการรองรับไว้ได้เพียงพอ เพราะฉะนั้นระหว่างนี้ขอทุกคนอย่าตื่นตระหนก แต่ถ้าทุกคนไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ ก็จะมีความเสี่ยงที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะสูงขึ้น
พื้นที่ควบคุม (สีส้ม) 44 จังหวัด ประกอบด้วย
กาฬสินธุ์ ขอนแก่น จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชุมพร เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด ตาก นครนายก นครปฐม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช น่าน บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา พะเยา พัทลุง เพชรบุรี มหาสารคาม มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ร้อยเอ็ด ระนอง ระยอง ราชบุรี ลพบุรี ศรีสะเกษ สงขลา สตูล สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระแก้ว สระบุรี สุราษฎร์ธานี สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุดรธานี และอุบลราชธานี
พื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) 25 จังหวัด
กำแพงเพชร ชัยนาท ชัยภูมิ นครปฐม นครสวรรค์ นราธิวาส บึงกาฬ ปัตตานี พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ ยะลา ลำปาง ลำพูน เลย สกลนคร สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี หนองคาย หนองบัวลำภู อ่างทอง อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี
พื้นที่นำร่องท่องเที่ยว (สีฟ้า) 8 จังหวัด
กรุงเทพมหานคร กาญจนบุรี กระบี่ ชลบุรี นนทบุรี ปทุมธานี พังงา และ ภูเก็ต นอกจากนี้ยังมีอีก 18 จังหวัดที่กำหนดให้บางส่วนเป็นพื้นที่สีฟ้า
อนุทิน แจงยอดติดเชื้อพุ่งไม่เกินคาด
นายอนุทิน ชาญวีรกูลรอง นายกรัฐมนตรี และ รมว. สธ. เปิดเผยก่อนการประชุม ศบค.ว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มสูงถึงวันนี้ (11 ก.พ.) มากกว่า 1.5 หมื่นคน ไม่ได้บ่งชี้ว่า จะทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิต และวัคซีนยังคงทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วงนี้ต้องใช้ชีวิตแบบปลอดโควิดให้ได้มากขึ้น
“ผู้เสียชีวิตกว่า 90% เป็นกลุ่มเสี่ยงและไม่ได้รับวัคซีน แต่ติดเชื้อโควิดและเสียชีวิต ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำหนดให้บันทึกว่าเสียชีวิตด้วยโควิด แม้ว่าบางทีอาจจะเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว อย่าบอกว่าเชื้ออะไรทำให้เสียชีวิตหรือไม่ แต่รู้ว่าโรคโควิดติดเชื้อด้วยการสัมผัสและการเดินทาง ไม่ใช่แพร่ในอากาศ” นายอนุทินกล่าว
ด้าน นพ.สุทัศน์ โชตนะพันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์การติดเชื้อใน กทม. พบผู้ป่วยประมาณ 1,800-2,000 รายต่อวัน แนวโน้มจะพบผู้ป่วยสูงขึ้นแต่ไม่มาก และน่าจะเริ่มทรงตัว ปัจจัยเสี่ยงกระจายตัวทุกกลุ่มอายุ ส่วนใหญ่ติดจากการพบผู้ป่วยยืนยัน ปฏิบัติงานพื้นที่เสี่ยง แหล่งชุมชน รวมตัวทำกิจกรรม สังสรรค์ในร้านอาหารกึ่งผับบาร์ การเสียชีวิตลดลงจาก 5-10 รายต่อวัน เหลือ 1-2 รายต่อวัน
สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 วันนี้ (11 ก.พ.) พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 15,242 ราย จำแนกเป็น ผู้ป่วยจากในประเทศ 15,060 ราย (ยอดนี้ยังไม่รวมผู้ติดเชื้อเข้าข่าย/ATK อีกจำนวน 8,242 ราย) ทำให้ผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 337,680 ราย (ตั้งแต่ 1 ม.ค.) ขณะที่หายป่วยกลับบ้านแล้ว 8,955 ราย รวมหายป่วยสะสม 258,841 รายตั้งแต่ต้นปี โดยมีผู้ป่วยกำลังรักษา 111,393 ราย และเสียชีวิตวันนี้ 23 ราย
เตรียมส่งวัคซีนบริจาคราว 3 ล้านโดส ให้ต่างประเทศ
นพ. ทวีศิลป์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม ศบค. ได้เห็นชอบแผนการส่งวัคซีนคืนสิงคโปร์และภูฏาน ซึ่งอยู่ระหว่างการกำหนดวันขนส่งและดำเนินการ รวมทั้งการบริจาควัคซีนให้ต่างชาติด้วย เพื่อมนุษยธรรมและการช่วยเหลือระหว่างประเทศ โดยแบ่งเป็น
1. วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 500,000-1,000,000 โดส ให้เมียนมา
2. วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 300,000 โดส ให้ลาว
3. วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 300,000 โดส ให้เวียดนาม
4. วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 400,000 โดส ให้เนปาล
5. วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 550,000 โดส ให้เคนยา
6. วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 1,000,000 โดส ให้เอธิโอเปีย
นอกจากนี้ ไทยยังมีแผนรับวัคซีนจากต่างประเทศด้วยเช่นกัน โดยรัฐบาลจีนได้จัดส่งวัคซีนซิโนแวคมาแล้ว จำนวน 500,000 โดส เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา และจะมีวัคซีนไฟเซอร์บริจาคจากฝรั่งเศส จำนวน 400,140 โดส ในเดือน มี.ค. นี้
ที่ประชุม ศบค. ยังเห็นชอบการจัดทำข้อตกลง Air Travel Bubble ระหว่างไทยและอินเดีย นำเสนอโดยกรมการบินพลเรือน ซึ่งจะเปิดทางมีการเดินทางของคนไทยและอินเดียระหว่างกันได้ ซึ่งเรื่องนี้จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อไป
